อันตรายที่แฝงมากับไรฝุ่น

%e0%b8%9c%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99-2

การพักผ่อนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อเราใช้ร่างกายมาทั้งวันร่างกายเราก็จะรู้สึกอ่อนเพลียและอยากพักผ่อน และการนอนหลับนั้นคือการพักผ่อนที่ดีที่สุดเพราะเราจะได้พักการใช้สมองและพักการใช่ร่างกายของเราที่ทำงานมาตลอดทั้งวัน การนอนหลับที่เพียงพอสำหรับร่างกายคนเรา จะอยู่ที่ 7-8 ชั่วโมง นั้นหมายถึงการที่เราจะต้องนอนหลับอย่างสนิทด้วยเช่นกัน การนอนหลับที่ไม่สนิทจะส่งผลกระทบในหลายประการเช่นกัน ทำให้รู้สึกง่วงในเวลากลางวัน ร่างการอ่อนเพลีย มีปัญหาด้ายการควบคุมร่างกายและการสื่อสารได้

การนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิทก็มีมาจากหลายปัจจัยครับ อาทิเช่น ความเครียดเรื้อรัง,ดื่มเครื่องดื่มที่มีสารกระตุ้นคาเฟอีน,ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมเช่นเสียงรบกวน แสงสว่าง,โรคการหายใจที่ผิดปกติขณะหลับ,โรคกรดไหลย้อน

%e0%b8%9c%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99

แล้วเราจะนอนหลับสนิทปราศจากสิ่งรบกวนได้อย่างไรละครับ หากเราเริ่มมองจากสิ่งที่ใกล้ตัวเราก่อน นั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เป็นปัญหาของเราตอนนี้และเราก็แก้ปัญหาได้ตรงจุดครับ สิ่งที่ผมหมายถึงคือที่นอนของเรา พอพูดถึงที่นอนของเราแล้วมันคือสิ่งที่ใกล้ตัวเราเลยใช่ไหมครับ เพราะเราใช่เป็นที่หลับนอนและเราก็อยู่กับมันในทุกๆวัน 7-8 ชั่วโมง บ้างท่านอาจจะอยู่กับมันแต่ละวันนานกว่านั้นด้วยซ้ำใช่ไหมครับ แล้วที่นอนนั้นสำคัญอย่างไรหรอครับ ก็เพราะว่าที่นอนของคุณนั้นอาจกลายเป็นสิ่งที่สะสมเชื้อโรคได้นั้นสิครับ คงน่ากลัวมากเลยนะครับถ้าหายเรานอนกับไรฝุ่นเป็นนับล้านๆ ตัว สิ่งเหล่านี้เป็นตัวการก่อให้เกิดภูมิแพ้นั้นเองละครับไรฝุ่นชอบอาศัยอยู่ที่ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน หมอนหนุน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว พรม เฟอร์นิเจอร์ผ้าและตุ๊กตาของเล่น อาการที่เราจะมีผลกระทบจากการอาศัยร่วมกับไรฝุ่นพวกนี้คือ ไอ จาม น้ำมูกไหล ตาแดง น้ำตาไหลหายใจไม่สะดวก คัดจมูก คันตา หอบหืด  เยื่อจมูกอักเสบ ผิวหนังอักเสบ บางทีลุกลามกลายเป็นผดผื่นขึ้นที่ผิวฟังดูแล้วน่ากลัวเลยใช่ไหมครับ ฉะนั้นเราจึงต้องมองกลับมาที่สิ่งใกล้ตัวเราให้มากขึ้นครับ เพราะจริงๆแล้วสิ่งที่ใกล้ตัวเรานั้นสำคัญที่สุด ควรหมั่นทำความสะอาด หรือปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์ป้องกันไร้ฝุ่นพวกนี้ที่จำหน่อยอยู่ในท้องตลาดด้วยครับ ยกตัวอย่างเช่น ผ้ากันไรฝุ่น ที่มีขายในท้องตลาดในราคาที่จับต้องได้ครับ

ครีมบำรุงผิวหน้าเป็นมาเช่นไร


เดี๋ยวนี้มีครีมบำรุงต่าง ๆ ให้เราเลือกใช้ได้มากมาย และอุดมไปด้วยสมบัติต่าง ๆ เช่นช่วยชะลอริ้วรอย ลบเลือนจุดด่างดำ ทำให้ผิวขาวขึ้นและอีกต่างๆ นานา จนทำให้บางท่านนั้นเลือกใช่ไม่ถูกกันเลย  หรือบางท่านก็อาจจะมีครีมบำรุงผิวหน้าที่มีหลาหลายตัว เพราะแต่ละตัวก็มีคุณสมบัตรที่แตกต่างกันไป

%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2-1

หากจะให้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของครีมบำรุงผิวหน้านั้น ก็คงต้องย้อนไปนานเลยทีเดียวครับ ส่วนประกอบสำคัญในการทำครีมบำรุงผิวในสมัยโบราณนั้น ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก ๆ 2 อย่าง คือน้ำมันหอม และไขที่สกัดมาจากพืช หรือไขมันสัตว์ อีกทั้งยังมีการผสมสารที่เชื่อว่า มีคุณสมบัติในการบำรุงรักษาอีกด้วยครับ ผู้คนที่อาศัยอยู่แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มักใช้น้ำมันมะกอกเป็นส่วนประกอบหลักในการทำครีมบำรุง ส่วนชาวโอเชียเนียผลิตครีมที่สกัดจากน้ำมันมะพร้าว และยังผสมน้ำมันสกัดจากเมล็ดละหุ่งและไขมันจากสัตว์ รวมถึงบางครั้งยังมีการใส่เนยที่มีส่วนผสมของ ขิง รากไม้และสมุนไพรต่าง ๆ แม้แต่ผงเหล็กลงไปด้วย ส่วนชนเผ่าทางอัฟฟริกามักใช้น้ำมันที่สกัดมาจากปาล์มแรฟเฟีย เป็นส่วนประกอบสำคัญเพื่อครีมสำหรับความงาม  เราจะเห็นได้ว่าแต่ละถิ่น แต่ละที่ก็จะมีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป

%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2-2

กระทั่งในสมัยปัจจุบัน ครีมหรือสกินแคร์ต่าง ๆ ก็ยังคงส่วนประกอบหลักเช่นเดียวกับเมื่อสมัยก่อนอย่างพวกน้ำมันสกัด มีการเติมน้ำ และตัวทำละลายเพื่อให้น้ำมันและน้ำเข้าผสมเป็นเนื้อเดียวกัน รวมถึงเติมสารต่าง ๆ ที่เป็นอาหารบำรุงผิว หรือมีคุณสมบัติปกป้องผิวลงไปด้วย ซึ่งทำให้ครีมในปัจจุบันแบ่งออกเป็นอีกหลายประเภท ตามคุณสมบัติของมัน

คุณสมบัติ “ถั่งเช่า”

%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2

หากใครที่มองหาถั่งเช่า สมัยนี้นั้นหามารับประทานได้สะดวกมาก เพราะมีผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าให้เราได้หามาบริโภคกันได้กันแบบสะดวกทั้งยังมาหลายกหลายรูปแบบในราคาที่ทั่วไปสามารถจับต้องได้ ไปจนถึงราคาที่แพงมากขึ้น

ถั่งเช่ามีสารอะดีโนซีน ต้านการแข็งตัวของเลือด ต้านการเกิดลิ่มเลือด ช่วยปรับสมดุลการทำงานของกระเพาะอาหารให้เป็นปกติ  ถั่งเช่าช่วยรักษาอาการปวดเอว บำรุงปอด และบำรุงไต รังสีบำบัด  ช่วยปรับความสมดุลในการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ ป้องกันการลดจำนวนของเม็ดเลือดขาวในผู้ป่วยที่ต้องรักษาโรคด้วยเคมีบำบัด  และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน แก้ปวดเข่าได้อีกด้วย

จะเห็นได้ว่าถั่งเช่านั้นมีสาระพัดประโยชน์ หลายคนอาจจะยังไม่เคยเห็น ก็คงสงสัยใช่ไหมละครับว่า เจ้าสารพัดประโยชน์นี้หน้าตาจะเป็นอย่างไรจริงๆแล้วหน้าตาของเจ้าถั่งเช่านั้นก็มีลักษณะคล้ายๆหนอนนั้นแหละครับ โดยเกิดจากหนอนผีเสื้อแถบที่ราบสูงทิเบต  ที่จำศีลอยู่ใต้ดินในฤดูหนาว จากนั้นถูกสปอร์ของเห็ดราในสกุล Ophiocordycepsอาศัยเป็นปรสิตและเติบโตสร้างเส้นใยออกมาทางส่วนหัวของตัวหนอนการเจริญเติบโตของถั่งเช่านั้น โดยทั่วไปตัวหนอนจะยาว 4-5 เซนติเมตร ภายใน 1 วัน ราถั่งเช่า สามารถเจริญเติบโตยาวเท่ากับตัวหนอน ในช่วงนี้คุณภาพถั่งเช่าจะดีที่สุด จนถึงวันที่ 2 ราถั่งเช่าสามารถเจริญเติบโตยาวประมาณสองเท่าของตัวหนอน เรียกว่า ‘เอ้อฉ่าว’ พอครบ 3 วันขึ้นไป คุณภาพจะรองลงมาเรียกว่า ‘ซานฉ่าว’ จะเจริญเติบโตรวดเร็วมาก แต่เก็บไปก็ไม่ได้ให้คุณประโยชน์มากนัก

หากดูให้ละเอียดจากโครงสร้างของถั่งเช่าก็จะพบว่า ยาสมุนไพรชนิดนี้ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็น ตัวหนอน ซึ่งเป็นตัวหนอนของผีเสื้อชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า HepialusarmoricanusOberthiirและบนตัวหนอนนั้นมีเห็ดชนิดหนึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cordycepssinensis (Berk.) Saec. ที่เจริญเติบโตอยู่